พาหุง บทที่ 4 เรื่องเล่าจากบทสวดปราบมาร

พาหุง บทที่ 4 หรือ พระคาถาพาหุง บทสวดที่เป็นการสวดถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าต่อพญามารทั้ง 8 เหตุการณ์ ตั้งแต่วันตรัสรู้ธรรม จนถึงเหตุการณ์ผกาพรหม ซึ่งสามารถแบ่งเรื่องราวได้อย่างสนุกสนานและให้ข้อคิดสติสอนใจด้วยเช่นกัน โดยวันนี้ นายฝันเล่าเรื่อง จะมาเล่าเรื่องของบทสวดบทที่ 4 ซึ่งเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าทรงใช้อิทธิฤทธิ์ทางใจจนสามารถเอาชนะใจจอมโจร องคุลีมาล ให้กลับใจได้ ความว่า

 

พาหุง บทที่ 4

 

“อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง

ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง

อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ”

 

องคุลีมาล เป็นบุตรพราหมณีมันตานี ซึ่งเป็นภรรยาของปุโรหิต พร้อมตั้งชื่อทารกว่า อหิงสกุมาร  เมื่อเจริญวัยขึ้น มารดาบิดาได้ส่งไปศึกษาศิลปวิทยาที่เมืองตักสิลา เนื่องจากประพฤติตนดีจึงเป็นที่รักของอาจารย์ แต่ถูกลูกศิษย์คนอื่นๆ ใส่ความว่า อหิงสกุมารดีแต่ต่อหน้าอาจารย์ ลับหลังก็เกะกะเกเร อาจารย์จึงคิดจะกำจัดด้วยการสั่งให้ไปฆ่ามนุษย์ นำนิ้วมือมา 1,๐๐๐ องคุลี แล้วอาจารย์จะสอนวิชาที่จะทำให้สำเร็จเป็นเจ้าโลก

 

แม้เป็นคนฉลาดแต่ไม่ได้เฉลียวใจ มุ่งแต่จะเรียนวิชา อีกทั้งเกิดในฤกษ์ของดาวโจร จึงเข้าป่าไปดักฆ่ามนุษย์ แล้วร้อยนิ้วมือเป็นพวงมาลัยคล้องคอ ชาวบ้านจึงตั้งฉายาว่า องคุลีมาลโจร ใครได้ยินชื่อนี้เป็นขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน พวกชาวบ้านจึงร้องทุกข์ต่อพระเจ้าปเสนทิโกศล ฝ่ายนางพราหมณีผู้เป็นมารดารู้ว่า ลูกชายสุดที่รักของตนกำลังจะถูกฆ่า ด้วยความรักลูก นางจึงรีบเดินทางออกนอกเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อบอกข่าวให้ลูกหนีไปโดยเร็ว

 

ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลก เห็นองคุลีมาลปรากฏในข่ายพระญาณ แล้วรู้ไปต่อว่า องคุลีมาลจะเป็น อสีติมหาสาวกองค์สุดท้ายของพระองค์ เช้าวันนั้นจึงเสด็จไปโปรด องคุลีมาล ขณะนั้นองคุลีมาลกำลังเงื้อดาบวิ่งไล่มารดาหมายจะตัดนิ้วมือให้ครบ 1,๐๐๐ นิ้ว เพราะได้มาแล้ว 999 นิ้ว พระบรมศาดารู้ว่าองคุลีมาลกำลังจะทำมาตุฆาต จึงแสดงพระองค์ในระหว่างคนทั้งสองนั้น ทำให้องคุลิมาลเบี่ยงเบนความสนใจ วิ่งเข้าใส่พระพุทธองค์ทันที

 

พระพุทธเจ้าทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ทำให้องคุลีมาลวิ่งตามไม่ทัน ทั้งที่พระองค์ทรงเสด็จดำเนินไปตามปกติ ในอรรถกถาท่านได้พรรณนาไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบันดาลให้แผ่นดินเป็นลานใหญ่ข้างหน้า และทรงประทับอยู่กลางลานนั้น ส่วนองคุลีมาลอยู่อีกด้านหนึ่ง คิดจะตามพระพุทธเจ้า ให้ทันก็วิ่งเต็มกำลัง พระพุทธองค์ทรงก้าวไปตามปกติ แต่กลับปรากฏตัวด้านหน้าขององคุลีมาล

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบันดาลให้เป็นแม่นํ้าบ้าง เป็นหล่ม เป็นเลนบ้าง ขวางหน้าองคุลีมาล เป็นดังนี้ตลอด 3 โยชน์(เท่ากับ 48 กิโลเมตร ) องคุลีมาลรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า คิดว่า “น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยเป็นเช่นนี้  เมื่อก่อน แม้ช้างม้ากำลังวิ่ง รถกำลังแล่น เรายังวิ่งตามได้ทัน แต่ครั้งนี้เราวิ่งจนสุดกำลัง ยังไม่อาจทันสมณะที่เดินตามปกติได้”  จึงหยุดยืนพลางร้องบอกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

 

“สมณะ หยุด สมณะ หยุด”

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “เราหยุดแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด”

 

องคุลีมาลคิดว่า “สมณศากยบุตรเป็นคนพูดจริง แต่สมณะรูปนี้กำลังเดินอยู่แท้ๆ กลับพูดว่า เราหยุดแล้ว” จึงตะโกนถามว่า “ดูก่อนสมณะ ท่านกำลังเดินอยู่ กลับบอกว่าหยุดแล้ว แต่ท่านก็ยังไม่หยุด ที่ท่านกล่าวถึงข้าพเจ้าผู้หยุดแล้วว่า ไม่หยุด การหยุดของท่านเป็นอย่างไร ข้าพเจ้ายังไม่หยุดนั้น เป็นอย่างไร”

 

พระผู้มีพระภาคเจ้าตอบว่า “ดูก่อนองคุลีมาล เราวางอาชญาในสรรพสัตว์ได้แล้ว จึงชื่อว่า หยุดแล้ว ส่วนท่านไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่า ยังไม่หยุด ถึงแม้ว่าท่านหยุดในบัดนี้ก็ดี แต่ท่านจะต้องวิ่งต่อไปในอบายภูมิในภายหน้า” องคุลีมาลฟังดังนั้น คิดว่า “เห็นทีสมณะนี้คงเป็นใหญ่ในโลก ทรงเสด็จมาโปรดเรา” จึงทิ้งดาบลงเหว แล้วทูลของบรรพชากับพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด” เพียงเท่านั้นเพศฆราวาสพลันหายไป ไตรจีวรและอัฐบริขารเกิดขึ้นกับองคุลีมาลทันที เพราะท่านได้สั่งสมบุญในส่วนนี้มา จากนั้นก็ตามเสด็จพระพุทธองค์กลับวัดพระเชตวัน

 

ขณะเดียวกันนั่นเอง พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จออกจากกรุงสาวัตถีด้วยขบวนม้าประมาณ ๕๐๐ เข้าไปในพระอาราม เพื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลถึงพระราชกรณียกิจที่จะต้องไปปราบองคุลีมาล พระพุทธองค์ตรัสว่า “มหาบพิตร ถ้ามหาบพิตรทอดพระเนตรเห็นองคุลีมาลผู้ปลงผม และหนวดครองผ้ากาสายะ ออกบวชเป็นบรรพชิต ประพฤติพรหมจรรย์ มหาบพิตรจักพึงทำกับเขาอย่างไร”

 

พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงไหว้ พึงลุกรับ พึงเชื้อเชิญด้วยอาสนะ พึงบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานเภสัชบริขาร หรือพึงจัดการรักษาคุ้มครองป้องกันอย่างเป็นธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ องคุลีมาลนั้นเป็นคนทุศีล มีบาปธรรม จักมีความสำรวมด้วยศีลปานนี้เชียวหรือ”

 

พระพุทธองค์ทรงชี้นิ้วไปทางพระองคุลีมาลซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล พลางตรัสบอกว่า “มหาราช นั่นไงองคุลีมาล”  พระราชาทรงตกพระทัย พระโลมชาติชูชัน เหล่าทหารที่ติดตามถึงกับขนลุกชูชัน สะดุ้งหวาดหวั่นไปตามๆกัน   พระบรมศาสดาตรัสว่า “อย่าทรงกลัวเลยมหาบพิตร องคุลีมาลเป็นผู้ไม่มีภัยต่อใครๆ อีกต่อไปแล้ว”  เมื่อพระราชาทรงหายกลัวได้เสด็จเข้าไปสนทนากับพระเถระว่า “ท่านผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าจงบำเพ็ญสมณธรรมเถิด ข้าพเจ้าจักทำความขวนขวายในปัจจัย 4 แด่พระคุณเจ้าเอง” พลางเปลื้องผ้าคาดเอวถวายพระองคุลีมาล

 

พระราชาตรัสชมเชยว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริงหนอ ที่พระพุทธองค์ทรงทรมานองคุลีมาลได้ ทรงยังบุคคลที่ใครๆ สงบไม่ได้ ให้สงบได้ ทรงยังบุคคลที่ใครๆหยุดไม่ได้ ให้หยุดได้ เพราะหม่อมฉันไม่สามารถจะทรมานองคุลีมาลได้แม้ด้วยอาชญา แต่พระพุทธองค์ทรงทรมานได้ โดยไม่ต้องใช้ศัสตราใดๆ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันดีพระทัย จะขอทูลลาไปในบัดนี้”

 

ซึ่งพระคาถาพาหุงบทที่ 4 มีความเชื่อว่า สามารถป้องกันโจรและกลับใจคนได้

 

เป็นอย่างไงกันบ้างครับ กับเรื่องเล่าของคาถา พาหุง บทที่ 4 ที่นายฝันเล่าเรื่อง เอามาฝากกัน โอกาสหน้าพบกันกับคาถาบทที่ 5 สำหรับวันนี้ นายฝันเล่าเรื่องขอตัวก่อน สวัสดีครับ

 

อ่าน นายฝันเล่าเรื่อง อื่น ๆ

พาหุง เรื่องเล่าจากบทสวดปราบมาร บทที่ 1

ฝันจับทัพพีตักข้าว หรือเห็นทัพพีตักข้าว

พาหุง บทที่ 2 เรื่องเล่าจากบทสวดปราบมาร

พาหุง บทที่ 3 เรื่องเล่าจากบทสวดปราบมาร