พาหุง บทที่ 7 เรื่องเล่าจากบทสวดปราบมาร

พาหุง บทที่ 7 หรือ พระคาถาพาหุง บทสวดที่เป็นการสวดถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าต่อพญามารทั้ง 8 เหตุการณ์ ตั้งแต่วันตรัสรู้ธรรม จนถึงเหตุการณ์ผกาพรหม ซึ่งสามารถแบ่งเรื่องราวได้อย่างสนุกสนานและให้ข้อคิดสติสอนใจด้วยเช่นกัน โดยวันนี้ นายฝันเล่าเรื่อง จะมาเล่าเรื่องของบทสวดบทที่ 7 ซึ่งเป็นเรื่องราวของ พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะนันโทปนันทนาคราช  ด้วยอิทธิฤทธิ์ ความว่า

 

พาหุง บทที่ 7

 

“นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง

ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต

อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ”

 

ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร พระองค์ได้ตรวจดูสรรพสัตว์ในหมื่นโลกธาตุด้วยพระสัพพัญญุตญาณก็ได้เห็น พญานาคราชนามว่า นันโทปนันทนาคราช ก็มีวิสัยจะได้บรรลุธรรม พระพุทธองค์จึงทรงตรัสเรียกพระอานนท์ บอกว่าวันนี้จะไปรับภัตตาหารที่บ้านของอนาถบินฑิกเศรษฐี แต่พระองค์จะเสด็จไปเทวโลกก่อน พระอานนท์จึงบอกแก่ภิกษุ 5๐๐ ให้ตามเสด็จไปยังเทวโลกด้วยกายเนื้อ

ขณะนั้น นันโทปนันทนาคราช กำลังนั่งอยู่บนรัตนบัลลังก์ทิพย์ ห้อมล้อมด้วยนาคบริษัท ดื่มสุราอาหารทิพย์อย่างเบิกบานใจ ครั้นเงยหน้าขึ้นมองในนภาอากาศ ก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าพร้อมพระภิกษุ ๕๐๐ กำลังเหาะข้ามยอดวิมานของตน บ่ายหน้าไปยังดาวดึงส์เทวโลก
นันโทปนันทนาคราช รู้สึกโกรธแค้น ดำริว่าสมณะหัวโล้นเหล่านี้คงจะเหาะไปดาวดึงสวรรค์ แต่การเหาะข้ามหัวเรา ฝุ่นละอองที่ติดเท้าก็จะร่วงใส่เรา บัดนี้เราจะขัดขวางสมณะเหล่านี้ไม่ให้เหาะข้ามวิมานเราไปอย่างเด็ดขาด  แล้วพญานาคราชก็ลุกขึ้นไปยังเชิงเขาสิเนรุ เนรมิตรกายใหญ่โต ขนดรอบเขาสิเนรุมาศที่สูง 48,๐๐๐ โยชน์ เอาไว้ 7 รอบ แล้วแผ่พังพานปิดดาวดึงส์ที่อยู่เหนือยอดเขาสิเนรุมาศเอาไว้ไม่ให้มองเห็น  ท่านรัฏฐปาลภิกขุเห็นผิดปกติ กราบทูลพระพุทธเจ้าว่า

 

“เมื่อก่อนข้าพระองค์ยืนอยู่ตรงนี้ สามารถมองเห็นภูเขาที่อยู่ล้อมสิเนรุมาศ และได้เห็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เห็นเวชยันต์ปราสาท ได้เห็นธงเบื้องบนเวชยันต์ปราสาท แต่มาบัดนี้ไม่เห็นอะไรเลย เพราะเหตุอะไรพระเจ้าข้า” เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสบอกเหตุว่าเกิดจากนันโทปนันทนาคราช มาแสดงฤทธิ์ปิดดาวดึงส์ไว้ ท่านรัฏฐปาลภิกขุ จึงกราบทูลขอเป็นผู้ทรงทรมานนันโทปนันทนาคราช แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต ด้วยทรงทราบว่าไม่ใช่วิสัยของอรหันต์ทั้งหลายที่จะทำลายทิฏฐิมานะของพญานาคผู้มีฤิธานุภาพมาก ครั้นเมื่อพระโมคคัลานะทูลอาสา จึงทรงประทานพรให้มีชัยชนะแก่พญานาค

พระโมคคัลลานะเมื่อได้รับพุธานุญาตแล้ว ก็ได้เนรมิตกายเป็นพญานาคใหญ่กว่านันโทปนันทนาคราช ถึง 2 เท่า มีพังพานประมาณ แสนโกฏิ แล้วขนดกายรอบสิเนรุมาศทับนันโทปนันทนาคราชไว้ 14 รอบ  และวางพังพานของตนลงบนยอกพังพานของนันโทปนันทนาคราช  กดเข้ากับยอกเขาสิเนรุมาศ จนนันโทปนันทนาคราช แทบกระดูกแตก โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก  นันโทปนันทนาคราชจึงพ่นควันพิษใส่พระโมคคัลานะ พระโมคคัลานะก็พ่นควันพิษที่ร้ายกาจกว่าใส่พญานาคบ้าง  นันโทปนันทนาคราช จึงพ่นไฟพิษร้อนแรงเข้าใส่ พระโมคคัลลานะก็พ่นนไฟพิษที่ร้อนแรงกว่ากลับคืน  นันโทปนันทนาคราชตกใจที่จู่ๆก็มีพญานาคขนาดใหญ่มาขนดหางพันทับร่างของตน เอาพังพานมากดทับ แถมสามารถพ่นควันและไฟพิษได้รุนแรงกว่าตน  จึงเอ่ยวาจาถามว่าท่านนี้เป็นใคร พระเถระตอบว่า “นันทะ เรานี้คือ โมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายแห่งพระพุทธองค์”  พญานาคราชจึงกล่าว่า “ท่านเป็นสมณะ เหตุใดจึงมาทำร้ายข้าพเจ้า”  พระโมคคัลลานะตอบว่า “เราทรมานท่าน เพื่อให้ท่านละมิจฉาทิฏฐิ รู้จักบาปบุญคุณโทษ รู้จักคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ตลอดจนคุณของบิดามารดาครูบาอาจารย์ ตัวท่านนั้นไม่สมควรที่จะมาแสดงความโกรธในพระพุทธเจ้า และพระอัครสาวกที่เหาะมา เพราะแม้ละอองพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า จะตกลงมาเหนื่อเศียรของท่าน ก็จะเกิดมงคลยิ่งนัก หาเป็นอัปมงคลไม่” ว่าแล้วพระโมคคัลลานะก็คืนร่างเป็นพระภิกษุ

นันโทปนันทนาคราช ได้ฟังพระโมคคัลลานะ ก็ยังไม่ละมิจฉาทิฏฐิ ยังคงคิดจะหาทางกำจัดพระเถระให้ได้อยู่ พระโมคคัลลานะรู้วาระจิตของพญานาค จึงแสดงปาฏิหาร เดินเข้าไปในช่องหูขวา แล้วออกทางช่องหูซ้าย เข้าทางช่องหูซ้ายและออกทางช่องหูขวา เข้าทางช่องจมูกขวา ออกทางช่องจมูกซ้าย เข้าทางช่องจมูกซ้าย ออกทางช่องจมูกขวาของพญานาคราช ทำให้พญานาคราชได้รับทุกขเวทนายิ่งนัก

ลำดับนั้น นันโทปนันทนาคราช ได้อ้าปากขึ้น พระโมคคัลลานะได้เข้าไปในปาก แล้วเดินจงกรมอยู่ภายในท้องพญานาคราช ทางด้านทิศตะวันออกบ้าง ด้านทิศตะวันตกบ้าง ทำให้พระยานาคราชได้รับความเจ็บปวดทรมานมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “โมคคัลลานะ นาคนี้มีฤทธิ์มากนะ อย่าได้ประมาท”

พระโมคคัลานะกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้มีพญานาคราช เช่นนันโทปนันทะนี้ ตั้งร้อยกก็ดี ตั้งพันดี ตั้งแสนก็ดี ข้าพระองค์ก็พึงทรมานได้”

ฝ่ายนันโทปนันทนาคราชคิดว่า เมื่อตอนพระเถระเข้าท้องไปนั้นตนเองไม่ทันเห็น แต่ถ้าออกมาเวลานี้เราจะเคี้ยวพระเถระกินเสีย คิดแล้วจึงกล่าวว่า “ขอท่านจงออกมาเถิด อย่าเดินไปๆมาๆ ภายในท้องทำให้ข้าพเจ้าลำบากเลย”  พระโมคคัลลานะเดินออกมาจากปาก เหาะออกมาอยู่ข้างนอก นันโทปนันทนาคราชเห็นได้ทีจึงพ่นลมพิษทางจมูก ลมนี้แม้โดนต้นไม่ก็จะหักโค่น แต่กลับไม่ทำอันตรายแก่พระโมคคัลลานะได้ เนื่องจากพระโมคคัลลานะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเข้าและออกจตุตฌานรวดเร็วเป็นยิ่งนัก  นันโทปนันทนาคราชเห็นว่าพระเถระนี้มีฤทธิ์ร้ายกาจ ไม่อาจต่อสู้ได้ จึงหลบหนีไป พระโมคคัลลานะจึงเนรมิตรรูปกายเป็นพญาครุฑ บินไล่พญานาคไป พญานาคก็แปลงกายเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ โตบ้าง เล็กบ้าง เพื่อหลบหนี พระเถระก็ติดตามมิได้ลดละ   เมื่อเห็นว่าไม่อาจหนีพ้นได้นันโทปนันทนาคราชจึงแปลงกายเป็นมาณพน้อยเข้าไปกราบแทบเท้าพระเถระอย่างสิ้นพยศ และกล่าววาจาว่า “ท่านผู้เจริญเราขอถึงท่านเป็นสรณะ”

 

พระโมคคัลลานะกล่าวว่า “เราเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเรา เพราะฉะนั้น ท่านจงไปสำนักของพระพุทธเจ้า เพื่อยึดเอาพระองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดเถิด” แล้วพระเถระก็พานันโทปนันทนาคราชมาเฝ้าพระพุทธเจ้า

เมื่อไปถึง พญานาคก็ก้มลงกราบนมัสการพระพุทธองค์ กราบทูลว่า “ข้าพเจ้านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นพาล มิดได้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ของพระองค์ได้โปรด อโหสิกรรมในความผิดที่ได้ทำพลั้งพลาดเพราะอกุศลที่เข้าสิงจิตนั้นด้วยเถิด บัดนี้ข้าพเจ้าจะขอบูชาพระรัตนตรัยไปจนตราบชีวิตจะหาไม่”  พระพุทธเจ้าจึงทรงประทานศีล 5 แล้วเสด็จนำพระภิกษุไปสู่บ้านของอนาถบิณฑิกเศรษฐีต่อไป  ท่านเศรษฐีรู้เรื่องที่พระพุทธองค์ให้พระโมคคัลลานะปราบพญานาคราชลงได้ จึงได้ถวายสังฆทานฉลองชัยตลอด 7 วัน

 

ซึ่งพระคาถาพาหุงบทที่ 7 มีความเชื่อว่า สามารถเอาชนะเล่ห์เลี่ยมของคนได้

 

เป็นอย่างไงกันบ้างครับ กับเรื่องเล่าของคาถา พาหุง บทที่ 7 ที่นายฝันเล่าเรื่อง เอามาฝากกัน โอกาสหน้าพบกันกับคาถาบทที่ 8 ซึ่งเป็นบทสุดท้ายของคาถาพาหุงครับ สำหรับวันนี้ นายฝันเล่าเรื่องขอตัวก่อน สวัสดีครับ

 

อ่าน นายฝันเล่าเรื่อง อื่น ๆ

พาหุง บทที่ 6 เรื่องเล่าจากบทสวดปราบมาร

พาหุง บทที่ 5 เรื่องเล่าจากบทสวดปราบมาร

ทายนิสัย จากสิ่งแรกที่คุณเห็นในภาพจะบอกถึงจิตใจของคุณ