พาหุง บทที่ 8 เรื่องเล่าจากบทสวดปราบมาร

พาหุง บทที่ 8 หรือ พระคาถาพาหุง บทสวดที่เป็นการสวดถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าต่อพญามารทั้ง 8 เหตุการณ์ ตั้งแต่วันตรัสรู้ธรรม จนถึงเหตุการณ์ผกาพรหม ซึ่งสามารถแบ่งเรื่องราวได้อย่างสนุกสนานและให้ข้อคิดสติสอนใจด้วยเช่นกัน โดยวันนี้ นายฝันเล่าเรื่อง จะมาเล่าเรื่องของบทสวด พาหุง บทที่ 8 ซึ่งเป็นบทสุดท้าย โดยเป็นเรื่องราวของ พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะท้าวพกาพรหม พรหมผู้เป็นใหญ่แห่งพรหมโลก ด้วยญาณ ความว่า

 

พาหุง บทที่ 8

 

“ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง

พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง

ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ”

 

พระพุทธเจ้าประทับอยู่โคนต้นรังใหญ่ในสุภควัน   ใกล้เมืองอุกกัฏฐา ทรงตรวจดูด้วยสัพพัญญุตญาณ ก็เห็นว่าท้าวพกาพรหมมีมิจฉาทิฏฐิ  หลงเชื่อว่าพรหมนี้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีความไม่คลาดเคลื่อนเป็นธรรมดา และพรหมนี้ไม่ต้องเกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ การได้เกิดเป็นพรหมนี้เป็นการพ้นทุกข์  เหตุที่ท้าวพกาพรหมมีมิจฉาทิฏฐิก็เนื่องจากสมัยที่ท่านเกิดเป็นมนุษย์  ได้บวชเป็นพระดาบส ประกอบกุศลกรรม และรักษาฌานสมาบัติ เมื่อสิ้นชีวิตแล้วจึงมาอุบัติในพรหมโลก

เมื่อพระพุทธเจ้าทราบวาระจิตของท้าวพกาพรหม พระองค์จึงหายไปจากโคนต้นรังใหญ่ ไปปรากฏในพรหมโลก

ท้าวพกาพรหมเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมา ก็กราบทูลพระพุทธองค์ว่า

“ดูกร ท่านผู้นฤทุกข์ เชิญท่านมาสู่พรหมโลกนี้เถิด พรหมโลกนี้เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง แข็งแรง มีความไม่เคลื่อนเป็นธรรมดา พรหมโลกนี้ไม่ต้องเกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ สุขกว่าพรหมโลกไม่มีอีกแล้ว ”

พระพุทธเจ้าทรงดำรัสตอบว่า

“ดูกร พรหมผู้เจริญ  ท่านกล่าวสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง กล่าวสิ่งที่ไม่ยั่งยืนว่ายั่งยืน  กล่าวว่าสิ่งที่ไม่มั่นคงว่ามั่นคง  กล่าวว่าสิ่งที่ไม่แข็งแรงว่าแข็งแรง กล่าวว่าสิ่งที่มีความคลาดเคลื่อนเป็นธรรมดาว่าไม่มีความคลาดเคลื่อน พรหมโลกนี้มีทั้งเกิด ทั้งแก่ ทั้งตาย ทั้งจุติ ทั้งอุบัติอยู่เป็นปกติ แต่ท่านกลับกล่าวว่าพรหมโลกนี้ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ดูกรท่านผู้เจริญ ท่านกำลังหลงในอวิชชาแล้วหนอ ”

ท้าวพกาพรหมกล่าวแย้งว่า

“ข้าแต่พระโคดม พวกข้าพระองค์มี 72 คน ล้วนได้ทำบุญมาดีแล้ว มีอำนาจเหนือคนเหล่าอื่น ก้าวล่วงพ้นจากความเกิด ความแก่ การเกิดเป็นพรหมนี้ชื่อว่าถึงพระเวทแล้ว ข้าแต่พระโคดม การเกิดเป็นพรหมนี้ เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย ความสุขยิ่งกว่าพรหมไม่มีอีกแล้ว”

ครั้งนั้น มารก็เข้าสิงกายของพรหมบริวารผู้หนึ่ง กล่าวกับพระพุทธเจ้าว่า

“ดูกรสมณะ ท่านอย่ารุกรานท้าวพกาพรหมนี้เลย พกาพรหมผู้นี้เป็นมหาพรหม เป็นพรหมผู้เป็นใหญ่ปกครองพรหมโลก เป็นผู้สร้างโลกและสรรพสัตว์ เป็นบิดาของสรรพสิ่งทั้งหลาย   ดูกรสมณะ สมณะและพราหมณ์เหล่าใด เป็นผู้ติเตียนดิน  เกลียดดิน  เป็นผู้ติเตียนน้ำ เกลียดน้ำ  เป็นผู้ติเตียนไฟ เกลียดไฟ เป็นผู้ติเตียนลม เกลียดลม เป็นผู้ติเตียนสัตว์ เกลียดสัตว์ เป็นผู้ติเตียนเทวดา เกลียดเทวดา  เป็นผู้ติเตียนพรหม เกลียดพรหม ว่าพรหมนี้ไม่เที่ยง สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นเมื่อกายแตกดับแล้ว ล้วนต้องไปเกิดในอบาย

ดูก่อนสมณะและพราหมณ์เหล่าใด เป็นผู้สรรเสริญดิน ชมเชยดิน  เป็นผู้สรรเสริญน้ำ ชมเชยน้ำ  เป็นผู้สรรเสริญไฟ ชมเชยไฟ เป็นผู้สรรเสริญลม ชมเชยลม เป็นผู้สรรเสริญสัตว์ ชมเชยสัตว์ เป็นผู้สรรเสริญเทวดา ชมเชยเทวดา เป็นผู้สรรเสริญพรหม ชมเชยพรหม  สมณะและพราหมณ์เหล่านั้น เมื่อกายแตกดับแล้วก็จะได้ไปอุบัติในพรหมโลก  ดูกรสมณะ เพราะเหตุนั้นท่านจงทำตามคำที่พกาพรหมบอกแก่ท่านเท่านั้น ท่านจงอย่าฝ่าฝืนคำของพกาพรหมเลย ”
พระพุทธเจ้าทรงทราบว่ามารเข้าสิงสู่ในพรหม จึงมีพุทธดำรัสโต้ตอบมารว่า

“นี่แนะมาร ท่านอย่าเข้าใจว่าเราไม่รู้จักท่าน เรานี้รู้จักท่าน และไม่อยู่ในอำนาจของท่าน ดังเช่นพรหมที่ท่านครอบงำอยู่”  มารฟังคำของพระพุทธองค์แล้วจึงหนีไป

ส่วนท้าวพกาพรหมนั้นยังมีมิจฉาทิฏฐิอยู่ จึงได้พูดจาอวดอ้างฤทธานุภาพของตนว่ามีเหนือผู้ใด และท้าทายว่าจะหายตัวไปไม่ให้พระพุทธเจ้ามองเห็น  แต่ไม่ว่าท้าวพกาพรหมจะพยายามหายตัวไปอยู่ที่ไหน อย่างไร พระพุทธเจ้าก็ทรงเห็นตลอดว่าท้าวพกาพรหมอยู่ที่ใด

พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงฤทธิ์บ้างโดยพระองค์ยังคงประทับอยู่ที่เดิม และทรงแสดงพระสัทธรรมด้วยพระสุรเสียงไพเราะ เสนาะใส แก่บรรดาพระพรหม  แต่ไม่มีพระพรหมองค์ใดสามารถมองเห็นพระองค์ได้

พระพุทธเจ้าทรงแสดงกุศลกรรมของท้าวพกาพรหมว่า

“ดูก่อนพรหมผู้เจริญ เรานี้รู้อดีตของท่าน  ก่อนนี้ในกัปหนึ่ง ท่านเกิดเป็นดาบส อยู่ในทะเลทรายที่กันดาร ได้เนรมิตน้ำให้พ่อค้าเกวียน 5๐๐ เล่มที่หลงทาง นี่เป็นกุศลของท่าน”

“ก่อนนี้ ท่านเป็นดาบส อาศัยอยู่ชายป่า มีโจรลงมาจากเขา มาปล้นชาวบ้าน แล้วจับเอาคนจำนวนมากขึ้นไปบนเขา ท่านแปลงกายเป็นพระราชา พร้อมกองทหาร ขับไล่โจรไป แล้วช่วยชีวิตชาวบ้านไว้ นี่เป็นกุศลของท่าน”

“ก่อนนี้ ท่านเป็นดาบสอยู่ริมฝั่งน้ำ ชาวเรือทิ้งเศษอาหารลงไปในน้ำ ทำให้พญานาคโกรธ ขึ้นมาจะทำร้ายเรือ  ท่านแปลงเป็นครุฑ ขับไล่พญานาคไป นี่เป็นกุศลของท่าน   ดูก่อนพรหมผู้เจริญ เรารู้บุญกรรมของท่านดุจนอนฝันแล้วตื่นขึ้น”

พระพุทธเจ้าทรงแสดงความไม่เที่ยงต่อไปว่า

“ดูก่อนพกาพรหม  ความจริงอายุของท่านนี้ไม่มากเลย ท่านอย่าสำคัญว่าอายุของท่านมาก อายุของท่านนั้น เหลือเพียง 1๐๐,๐๐๐ นิรพุทะเท่านั้น”

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บรรดาพรหมทั้งหลาย   ในที่สุดท้าวพกาพรหม และพรหมบริษัท ต่างก็อัศจรรย์ใจในพุทธานุภาพ ยอมรับฟังธรรมและกลับมาเป็นพรหมสัมมาทิฏฐิ และพรหม 1๐,๐๐๐ องค์ก็ได้บรรลุธรรม

 

ซึ่งพระคาถาพาหุงบทที่ 8 มีความเชื่อว่า สามารถเอาชนะมานะทิฎฐิของตนเองและผู้อื่นได้

จบกันไปแล้วนะครับ กับเรื่องเล่าของคาถา พาหุง ทั้ง 8 บท ที่นายฝันเล่าเรื่อง นำมาฝากกัน โอกาสหน้านายฝันจะนำเรื่องอะไรมาเล่าอีก ก็ขอให้ทุกท่านรอชมกันนะครับ สำหรับวันนี้ นายฝันเล่าเรื่องขอตัวก่อน สวัสดีครับ

 

อ่าน นายฝันเล่าเรื่อง อื่น ๆ

พาหุง บทที่ 7 เรื่องเล่าจากบทสวดปราบมาร

พาหุง บทที่ 6 เรื่องเล่าจากบทสวดปราบมาร

ทายนิสัย จากสิ่งแรกที่คุณเห็นในภาพจะบอกถึงจิตใจของคุณ