พาหุง เรื่องเล่าจากบทสวดปราบมาร บทที่ 1

พาหุง หรือ พระคาถาพาหุง บทสวดที่เป็นการสวดถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้าต่อพญามารทั้ง 8 เหตุการณ์ ตั้งแต่วันตรัสรู้ธรรม จนถึงเหตุการณ์ผกาพรหม ซึ่งสามารถแบ่งเรื่องราวได้อย่างสนุกสนานและให้ข้อคิดสติสอนใจด้วยเช่นกัน โดยวันนี้ นายฝันเล่าเรื่อง จะมาเล่าเรื่องของบทสวดที่ 1 หรือบทต้นของคาถาพาหุง ซึ่งในบทที่ 1 นี้จะกล่าวถึง ชัยชนะของพระพุทธเจ้าต่อพญามารด้วยทานบารมี ในวันตรัสรู้ครับ ความว่า

 

พาหุง

 

“พาหุงสะหัส สะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง

ครีเมขะลัง อุทิตะโฆ ระสะเสนะมารัง

ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ”

 

เทวปุตตมารคิดว่า พระพุทธเจ้าประสงค์จะก้าวล่วงอำนาจ จึงไปยังสำนักของพลมารบอกความนั้น ให้โห่ร้องอย่างมารแล้วพาพลมารออกไป ก็เสนามารนั้นมีข้างหน้ามาร 12 โยชน์ ข้างขวาและข้างซ้างข้างละ 12 โยชน์ ส่วนข้างหลังเสนามารตั้งจรดขอบจักรวาลสูงขึ้นด้านบน 9 โยชน์ ซึ่งเมื่อบันลือขึ้น เสียงบันลือจะได้ยินเหมือนเสียงแผ่นดินทรุดตั้งแต่ที่ประมาณพันโยชน์ ลำดับนั้นเทวปุตตมารขึ้นขี่ช้างชื่อคีรีเมขสูง 150 โยชน์ นิรมิตแขนพันแขนถืออาวุธนานาชนิด ท้าวมหาพรหมได้ยืนกั้นเศวตฉัตรแต่เมื่อพลมารเข้าไปใกล้โพธิมัณฑ์ บรรดาเทวดาเป็นต้นเหล่านั้น แม้ตนหนึ่งก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ ต่างพากันหนีไปสุดขอบจักรวาล เหลือแค่พระพุทธเจ้า พระองค์เดียวเท่านั้นประทับนั่งอยู่

 

ฝ่ายมารก็กล่าวกับพวกของตนว่า พ่อทั้งหลาย ชื่อว่าบุรุษอื่นเช่นกับสิทธัตถะโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ ย่อมไม่มี พวกเราจักไม่อาจทำการสู้รบซึ่งหน้า พวกเราจักสู้รบทางด้านหลัง ฝ่ายพระพุทธเจ้าก็เหลียวดูแม้ทั้ง 3 ด้านได้ทรงเห็นแต่ความว่างเปล่า ทรงเห็นพลมารหนุนเนื่องเข้ามาทางด้านเหนืออีก ทรงพระดำริว่า ชนนี้มีประมาณเท่านี้ มุ่งหมายเราผู้เดียวกระทำความพากเพียรพยายามอย่างใหญ่หลวง ในที่นี้ไม่มีใครอื่น มีแต่บารมี 1๐ นี้เท่านั้นจะเป็นเช่นกับบุตรแลบริวารชนของเราไปตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้น เราจะกระทำบารมีให้เป็นโล่ แล้วประหารด้วยศัสตราคือบารมีนั่นแหละ กำจัดหมู่พลนี้เสียจึงจะควร จึงทรงนั่งระลึกถึงบารมีทั้ง 1๐

 

เทวปุตตมารได้บันดาล มณฑลประเทศแห่งลมให้ตั้งขึ้น ด้วยคิดว่า เราจักให้สิทธัตถะหนีไปด้วยลมนี้ทีเดียว แต่พอมาถึงพระโพธิสัตว์ก็ไม่อาจทำแม้สักว่าชายจีวรให้ไหว ลำดับนั้นเทวปุตตมาร ได้บันดาลให้ห่าฝนใหญ่ตั้งขึ้นด้วยหวังว่าจักให้นํ้าท่วมตาย  แต่ก็ไม่อาจทำให้จีวรของพระพุทธเจ้าเปียกได้เลย ลองบันดาลให้ห่าฝนหินตั้งขึ้น ยอดภูเขาใหญ่ๆ คุกรุ่นเป็นควันลุกเป็นเปลวไฟ ลอยมาทางอากาศ พอถึงพระพุทธเจ้า ก็กลับกลายเป็นกลุ่มดอกไม้ทิพย์ ลองเสกให้ห่าฝนกลายเครื่องประหาร ศัสตราวุธมีดาบ หอก และลูกศร เป็นต้น พอถึงพระพุทธเจ้าก็กลายเป็นดอกไม้ทิพย์อีก จึงลองเสกให้ห่าฝนกลายเป็นถ่านเพลิง แต่ก็กลายเป็นดอกไม้ทิพย์โปรยปรายลงแทบบาทมูลของพระพุทธเจ้า จึงลองเสกความมืดให้ตั้งขึ้นด้วยคิดว่า จะทำให้ตกใจกลัวด้วยความมืดนี้แล้ว พระพุทธเจ้าคงหนีไป แต่ความมืดที่ถูกขจัดด้วยแสงสว่างแห่งพระอาทิตย์

 

มารไม่อาจทำให้พระโพธิสัตว์หนีไปด้วยลม ฝน ห่าฝนหิน ห่าฝนเครื่องประหาร ห่าฝนถ่านเพลิง ห่าฝนเถ้ารึง ห่าฝนทราย ห่าฝนเปือกตม  และห่าฝนคือความมืด รวม 9 อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ จึงสั่งพวกมาร ให้จับพระพุทธเจ้ามาฆ่าเสีย ส่วนตนเองนั่งบนคอช้างคีรีเมข ถือจักราวุธเข้าไปใกล้พระโพธิสัตว์แล้วกล่าวว่า สิทธัตถะท่านจงลุกขึ้นจากบัลลังก์นี้ บัลลังก์นี้ไม่ถึงแก่ท่าน บัลลังก์นี้ถึงแก่เรา

 

พระมหาสัตว์ได้ฟังคำของมารนั้น จึงได้ตรัสว่า ดูก่อนมาร ท่านไม่ได้บำเพ็ญบารมี 1๐ อุปบารมี 1๐ และปรมัตถบารมี 1๐  ทั้งไม่ได้บริจาคมหาบริจาค 5 ไม่ได้บำเพ็ญญาตัตถจริยา โลกัตถจริยาและพุทธัตถจริยา บัลลังก์นี้จึงไม่ถึงแก่ท่าน บัลลังก์นี้ได้ถึงแก่เรา

 

มารโกรธอดกลั้นกำลังความโกรธไว้ไม่ได้ จึงขว้างจักราวุธใส่พระมหาสัตว์ เมื่อพระมหาสัตว์นั้นทรงรำพึงถึงบารมี 1๐ ทัศอยู่ จักราวุธนั้นได้ตั้งเป็นเพดานดอกไม้อยู่ในส่วนเบื้องบน  มารนั้นโกรธแล้วขว้างไปในที่อื่นๆ จะตัดเสาหินแท่งทึบเป็นอันเดียวไปเหมือนตัดหน่อไม้ไผ่ แต่บัดนี้ เมื่อจักราวุธนั้นกลายเป็นเพดานดอกไม้ตั้งอยู่ พวกมารนอกนี้คิดว่า สิทธัตถกุมารจักลุกจากบัลลังก์หนีไปในบัดนี้ จึงพากันปล่อยยอดเขาหินใหญ่ๆ ลงมา เมื่อพระมหาบุรุษทรงรำพึงถึงบารมี 1๐ ทัศ แม้ยอดเขาหินเหล่านั้นก็กลายเป็นกลุ่มดอกไม้ตกลงยังพื้น   เทวดาทั้งหลายผู้ยืนอยู่ที่ขอบปากจักรวาล ยืดคอชะเง้อศีรษะออกดูด้วยคิดกันว่า ท่านผู้เจริญ อัตภาพอันถึงความงามแห่งพระรูปโฉมของสิทธัตถกุมารฉิบหายเสียแล้วหนอ สิทธัตถกุมารจักทรงกระทำอย่างไรหนอ

 

จากนั้น พระพุทธเจ้ากล่าวว่า บัลลังก์ได้ถึงแก่เราในวันที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายบำเพ็ญบารมีแล้วตรัสรู้ยิ่ง ดังนี้ แล้วตรัสกะมารผู้ยืนอยู่สืบไปว่า ดูก่อนมาร ใครเป็นสักขีพยานในความที่ท่านให้ทานแล้ว

 

มารเหยียดมือไปตรงหน้าหมู่มาร โดยพูดว่า มารเหล่านี้มีประมาณเท่านี้เป็นพยาน  ขณะนั้นเสียงขอพวกมารก็ตะโกนพร้อมกัน

 

“เราเป็นพยาน เราเป็นพยาน”

 

มารจึงกล่าวกะพระมหาบุรุษว่า “ดูก่อนสิทธัตถะ ในภาวะที่ท่านให้ทาน ใครเป็นสักขีพยาน”

 

พระมหาบุรุษตรัสว่าก่อนอื่น ในภาวะที่ท่านให้ทาน พลมารทั้งหลายผู้มีจิตใจเป็นพยาน แต่สำหรับเรา ใครๆ ผู้มีจิตใจชื่อว่าจะเป็นพยานให้ย่อมไม่มีในที่นี้ ทานที่เราให้แล้วในอัตภาพอื่นๆ จงยกไว้ ก็ในภาวะที่เราดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดรแล้ว ได้ให้สัตตสตกมหาทาน ให้สิ่งของอย่างละ 7๐๐ มหาปฐพีอันหนาทึบนี้ แม้จะไม่มีจิตใจก็เป็นสักขีพยานให้ก่อน จึงทรงนำออกเฉพาะพระหัตถ์ขวา จากภายในกลีบจีวร แล้วทรงเหยียดพระหัตถ์ชี้ลงตรงหน้ามหาปฐพี พร้อมกับตรัสว่า “ในคราวที่เราดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นพระเวสสันดรแล้วให้สัตตสตกมหาทาน ท่านได้เป็นพยานหรือไม่ได้เป็น”

 

มหาปฐพีได้ดั่งสนั่นหวั่นไหว แล้วพระแม่ธรณีก็ปรากฏออกมาพร้อม ม้วยผมขึ้น น้ำที่เก็บสั่งสมไว้ด้วยบารมีที่ผ่านมาของพระพุทธเจ้าได้ไหลออกมาท่วมทับพวกมาร เหล่ามารต่างพากันหนีไปคนละทิศละทาง ลำดับนั้น หมู่เทพทั้งหลายเห็นมารและพลมารหนีไปแล้ว กล่าวกันว่า มารปราชัยพ่ายแพ้แล้ว สิทธัตถกุมารมีชัยชนะแล้ว พวกเรามากระทำการบูชาความมีชัยกันเถิด ดังนี้ พวกนาคก็ประกาศแก่พวกนาค พวกครุฑก็ประกาศแก่พวกครุฑ พวกเทวดาก็ประกาศแก่พวกเทวดา พวกพรหมก็ประกาศแก่พวกพรหม พวกวิชชาธร (ก็ประกาศแก่พวกวิชชาธร) ต่างมีมือถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นมายังโพธิบัลลังก์สำนักของพระมหาบุรุษ ก็เมื่อมารและพลมารเหล่านั้นหนีไปอย่างนี้แล้ว

 

ซึ่งพระคาถาบทที่ 1 มีความเชื่อว่าสามารถปัดเป่าอุปสรรคอันตรายทั้งปวง ให้ออกไปจากชีวิตของผู้สวดได้

 

เป็นอย่างไงกันบ้างครับ กับเรื่องเล่าของคาถา พาหุง บทที่ 1 ที่นายฝันเล่าเรื่องเอามาฝากกัน โอกาสหน้าพบกันกับคาถาบทที่ 2 สำหรับวันนี้ นายฝันเล่าขอตัวก่อน สวัสดีครับ

 

นายฝันเล่าเรื่อง อื่นๆ

วิชาแปลงร่างเป็นจระเข้ วิชาแปลงร่างที่สาบสูญ

เงินปากผี เปิดตำนานค่าผ่านทางของคนตาย

หลวงพ่อทองคำ หลวงพ่อที่ถูกหล่อด้วยทองคำทั้งองค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ฝันเห็นงูเหลือม จะเจอเนื้อคู่จริงไหม